[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
กลุ่มงาน
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 8 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก

  

   เว็บบอร์ด >> แจ้งปัญหา หรือ ร้องเรียน >>
ดาวคราะห์แห่งไฟ  VIEW : 100    
โดย เอวา

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 2
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 40%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 110.168.29.xxx

 
เมื่อ : พุธ ที่ 17 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 เวลา 16:33:38   

ดาวอังคาร: สิ่งที่พวกเราทราบเกี่ยวกับดาวนพเคราะห์สีแดง
ดาวอังคารเป็นดาวพระเคราะห์ดวงลำดับที่สี่จากพระอาทิตย์ เหมาะสมกับสีเลือดของดาวนพเคราะห์แดงชาวโรมันตั้งชื่อตามเทพเทวดาที่การศึก ข้อเท็จจริงแล้วชาวโรมันลอกชาวภาษากรีกโบราณซึ่งตั้งชื่อดาวนพเคราะห์นี้ตามเทพเทวดาที่การรบว่าแอรีส อารยธรรมอื่นๆมักตั้งชื่อดาวนพเคราะห์ตามสีของมันดังเช่นชาวอียิปต์ตั้งชื่อดาวนพเคราะห์ว่า "เฮอร์เดเชอร์" หมายความว่า "ดวงสีแดง" ขณะที่นักดาราศาสตร์จีนโบราณเรียกดาวดวงนี้ว่า "ดาวที่ไฟ"

ลักษณะด้านกายภาพ               บาคาร่า
ดาวอังคารสีสนิมผ่องใสเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้วว่ามีเหตุที่เกิดจากแร่ที่อุดมด้วยเหล็กในเรโกลิ ธ หมายคือฝุ่นละอองและก็หินที่เกาะอยู่บนผิวของมัน ดินของโลกก็เป็นธาตุประเภทหนึ่งด้วยเหมือนกันถึงแม้ดินจะเต็มไปด้วยสารอินทรีย์ จากข้อมูลของ NASA ธาตุเหล็กออกสิไดซ์หรือสนิมทำให้ดินมีสีแดง

บรรยากาศที่เย็นและก็น้อยลงมีความหมายว่าน้ำเหลวไม่น่าจะมีอยู่บนผิวดาวอังคารได้ตลอดเวลา คุณสมบัติที่เรียกว่าเส้นลาดที่เกิดขึ้นประจำอาจมีน้ำขุ่นไหลบนผิว แม้กระนั้นหลักฐานนี้เป็นที่โต้แย้งกัน นักวิทยาศาสตร์บางบุคคลคัดค้านว่าไฮโดรเจนที่เจอจากวิถีโคจรในภูมิภาคนี้บางทีอาจบ่งถึงเกลือที่มีขนาดเล็ก ซึ่งก็กล่าวได้ว่าถึงแม้ดาวพระเคราะห์ทะเลทรายนี้จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงแค่ครึ่งเดียวของโลก แต่ว่าก็มีพื้นที่แห้งเสมอกัน

ดาวนพเคราะห์สีแดงเป็นที่ตั้งของอีกทั้งเทือกเขาที่สูงที่สุดแล้วก็ซอกเขาที่ลึกที่สุดแล้วก็ยาวที่สุดในระบบสุริยะ Olympus Mons มีความสูงราว 17 ไมล์ (27 กม.) สูงขึ้นยิ่งกว่ายอดดอยเอเวอเรสต์ราวสามเท่าในตอนที่ระบบ Valles Marineris ของช่องเขาซึ่งตั้งชื่อตามยานตรวจสอบ Mariner 9 ที่ศึกษาและทำการค้นพบในปี 1971 มีความลึกถึง 6 ไมล์ (10 กิโลเมตร ) และก็วิ่งไปทางทิศตะวันออก - ตะวันตกเป็นระยะทางโดยประมาณ 2,500 ไมล์ (4,000 กิโลเมตร) โดยประมาณ 1 ใน 5 ของระยะทางรอบดาวอังคารแล้วก็ใกล้เคียงกับความกว้างของประเทศออสเตรเลีย

นักวิทยาศาสตร์มีความคิดว่า Valles Marineris โดยมากเกิดขึ้นจากการแตกของเปลือกโลกเมื่อมันยืดออก แต่ละช่องเขาด้านในระบบมีความกว้างสูงถึง 60 ไมล์ (100 กิโลเมตร) ช่องเขารวมอยู่ในภาคกึ่งกลางของ Valles Marineris ในภูมิภาคที่กว้างถึง 370 ไมล์ (600 กิโลเมตร) ช่องขนาดใหญ่ที่โผล่ออกมาจากปลายซอกเขาและก็ชั้นขี้ตะกอนข้างในชี้ว่าคราวหนึ่งช่องเขาบางทีอาจเต็มไปด้วยน้ำเหลว

ดาวอังคารยังมีภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ Olympus Mons ยอดเยี่ยมในนั้น ภูเขาไฟขนาดใหญ่ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 370 ไมล์ (600 กิโลเมตร) นั้นกว้างพอที่จะปกคลุมเมืองนิวเม็กซิโก โอลิมปัสมอนส์เป็นภูเขาไฟรูปโล่โดยมีความลาดเอียงชันที่เบาๆสูงมากขึ้นเสมือนภูเขาไฟฮาวายและก็ถูกผลิตขึ้นโดยการปะทุของลาวาที่ไหลเป็นระยะระยะไกลก่อนจะแข็ง ดาวอังคารยังมีลักษณะของภูเขาไฟจำพวกฯลฯตั้งแต่กรวยขนาดเล็กที่สูงชันไปจนกระทั่งที่ราบขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ฉาบด้วยลาวาที่แข็ง การปะทุบางส่วนบางสิ่งบางอย่างบางทีอาจยังคงเกิดขึ้นบนโลก
ช่องช่องเขาและก็นกนางนวลมีอยู่ทั่วดาวอังคารและก็แสดงให้เห็นว่าอาจมีน้ำของเหลวไหลผ่านผิวดาวพระเคราะห์ในตอนไม่กี่ปีที่ล่วงเลยไป บางช่องอาจมีความกว้าง 60 ไมล์ (100 กิโลเมตร) แล้วก็ยาว 1,200 ไมล์ (2,000 กิโลเมตร) น้ำบางทีอาจยังคงอยู่ในรอยแตกและก็รูพรุนในหินใต้ดิน การเรียนของนักวิทยาศาสตร์ในปี 2018 ทำให้เห็นว่าน้ำทะเลใต้ผิวดาวอังคารสามารถเก็บกักออกสิเจนไว้ได้เยอะมากซึ่งจะช่วยเหลือชีวิตของจุลชีวัน แต่จำนวนออกสิเจนขึ้นกับอุณหภูมิรวมทั้งความดัน อุณหภูมิบนดาวอังคารมีการเปลี่ยนเป็นบางโอกาสเพราะว่าการเอียงของแกนการหมุนของมันแปรไป

หลายพื้นที่ของดาวอังคารเป็นที่ราบที่มีที่ราบต่ำ ที่ราบต่ำสุดทางทางเหนือเป็นเลิศในสถานที่ที่เรียบรวมทั้งเรียบที่สุดในระบบสุริยะซึ่งอาจเกิดขึ้นจากน้ำที่เคยไหลผ่านผิวดาวอังคาร ซีกโลกเหนือจำนวนมากอยู่ที่ระดับความสูงต่ำลงยิ่งกว่าซีกโลกใต้ซึ่งระบุว่าเปลือกโลกทางภาคเหนือบางทีอาจบางมากยิ่งกว่าทางตอนใต้ ความต่างระหว่างทิศเหนือและก็ทิศใต้นี้บางทีอาจเพราะว่าผลพวงเป็นอย่างมากข้างหลังการเกิดของดาวอังคารไม่นาน
ปริมาณหลุมอุกกาบาตบนดาวอังคารนานับประการเป็นอย่างมากในแต่ละที่ขึ้นกับว่าผิวนั้นแก่เท่าไร ผิวส่วนมากของซีกโลกใต้แก่มากมายและก็มีหลุมอุกกาบาตเป็นจำนวนมากตัวอย่างเช่น Hellas Planitia ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกว้าง 1,400 ไมล์ (2,300 กม.) ขณะที่ซีกโลกเหนือแก่น้อยกว่าและก็มีหลุมอุกกาบาตน้อยกว่า ภูเขาไฟบางที่ยังมีหลุมอุกกาบาตบางที่ซึ่งทำให้เห็นว่าเพิ่งจะปะทุเมื่อเร็วๆนี้โดยลาวาที่เกิดขึ้นได้ปกคลุมหลุมอุกกาบาตเก่าๆหลุมอุกกาบาตบางพื้นที่มีเศษซากที่มองแตกต่างจากปกติอยู่บริเวณพวกเขาคล้ายกับการไหลของโคลนที่แข็งซึ่งบางทีอาจระบุว่าผลพวงชนกับน้ำบาดาลหรือน้ำแข็ง

ในปี 2018 ยานอวกาศ Mars Express ของ European Space Agency ได้ตรวจเจอสิ่งที่บางทีอาจเป็นน้ำและก็เมล็ดพืชใต้น้ำแข็ง Planum Australe (รายงานบางฉบับกล่าวว่าเป็น "ทะเลสาบ" แต่ว่ายังไม่ชัดแจ้งว่ามีแร่หินอยู่ในน้ำมากมายเท่าใด) พูดกันว่าแหล่งน้ำนี้มีความยาวราวๆ 12.4 ไมล์ (20 กิโล) ตำแหน่งใต้ดินของมันชักชวนให้ระลึกถึงทะเลสาบใต้ดินที่คล้ายคลึงกันในแอนตาร์กติกาซึ่งพบว่ามีจุลชีพเป็นเจ้าภาพ ในช่วงปลายปี Mars Express ยังสืบพื้นที่น้ำแข็งขนาดใหญ่ใน R